น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ

น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ
อาหารไทยพื้นบ้านชั้นยอด พูดอย่างนี้จะนึกถึงอะไรคะถ้าไม่ใช่ น้ำพริก ซึ่งมีคุณประโยชน์มากมาย รสชาติอร่อย ใครคลอเรสเตอรอลสูง ๆ นี่ แนะนำให้ทานน้ำพริกอะไรก็ได้คู่กับผักสดเพียงวันละมื้อ รับรองได้ว่าเพียงไม่กี่เดือนคลอเรสเตอรอลของคุณลดลงแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าจะเลือกน้ำพริกมาทำสักอย่างที่ทานแกล้มกับปลาทูทอด ไข่ชะอมทอด ก็ต้องนึกถึงน้ำพริกกะปิใช่ไหมคะ แต่จะให้แซ่บ อร่อย และรวดเร็วทำอย่างไรบ้าง มาลองทำวิธีกันเลยค่ะ

น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ
ส่วนผสม

1. กุ้งแห้ง 3 ช้อนโต๊ะ
2. กระเทียม 5-6 กลีบ
3. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
4. พริกขี้หนู 10 เม็ด
5. มะนาว 2 ลูก
6. น้ำตาลปิ๊ป 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ
วิธีทำ

1. ตั้งหม้อ ใช้ไฟแรง ใส่น้ำลงไปต้มประมาณ 1 แก้ว เมื่อน้ำเดือด นำกุ้งแห้งลงไปลวก เพื่อล้างสิ่งสกปรกออก จากนั้นปิดไฟเตา ตักกุ้งขึ้นแล้วพักไว้สักครู่จนสะเด็ดน้ำ จากนั้นนำมาปั่นกับเครื่องปั่น ต้องการเนื้อกุ้งให้มีความหยาบหรือละเอียดขนาดไหนก็ตามชอบเลยนะคะ เสร็จแล้วตักออก ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

2. นำพริกขี้หนู เด็ดขั้วทิ้ง ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาปั่น ความหยาบหรือละเอียดก็ตามชอบเลยเช่นเดียวกัน เสร็จแล้วตักออก พักใส่ถ้วยไว้ก่อนค่ะ

3. กระเทียม นำมาปอกเปลือก แล้วนำมาปั่นเช่นเดียวกันค่ะ เสร็จแล้วตักออก พักใส่ถ้วยไว้ค่ะ

4. นำหม้อตั้งเตา ใช้ไฟอ่อน จากนั้นนำกะปิมาใส่หม้อ (ควรใช้กะปิที่ทำจากเคยอย่างดี เพราะจะทำให้เนื้อน้ำพริกนวลกว่า และมีกลิ่นหอมน่ารับประทานค่ะ) ใช้ทัพพีบี้กะปิ เพื่อให้กะปิสุกและมีกลิ่นหอม ไม่ต้องทำนานนะคะไม่เช่นนั้นกะปิจะไหม้ได้ค่ะ จากนั้นปิดไฟเตา ยกลงค่ะ

น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ
5. นำกุ้งแห้ง พริกขี้หนู และกระเทียมที่เราปั่นไว้เรียบร้อยมาใส่ลงในหม้อที่มีกะปิอยู่แล้ว จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน (ปริมาณของพริกขี้หนู สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามชอบนะคะ)

6. ใส่น้ำต้มสุก กะปริมาณพอได้ซัก 1 ถ้วย อย่าให้เนื้อน้ำพริกเหลวมากนะคะ จากนั้นนำขึ้นเตาอีกครั้ง ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวอีกประมาณ 1-2 นาที แล้วปิดไฟเตา ยกลง และปรุงรสเพิ่มด้วยมะนาว น้ำตาลปี๊ป ชิมรสตามชอบ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ (น้ำมะนาวให้ใส่หลังปิดไฟเตาแล้วเป็นขั้นตอนสุดท้ายนะคะ ถ้าไม่เช่นนั้นน้ำมะนาวจะเปลี่ยนรสชาติค่ะ)

น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ
7. เวลาทานก็เสริฟพร้อมผักสดแช่เย็น ปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ทอดหรือหากต้องการความรวดเร็ว ก็เป็นไข่เจียวเปล่า ๆ ก็ได้ค่ะ แล้วอีกเคล็ดลับนะคะ เคยนำน้ำพริกทานกับผัดผักบุ้งหรือเปล่าคะ ได้ความอร่อยอีกรสชาตินะคะ อันนี้แนะนำว่าต้องลองเลยค่ะ
น้ำพริกกะปิ แซ่บ ๆ

ไข่เจียวมาม่า

ไข่เจียวมาม่า

ในบรรดาอาหารโปรดคุณลูก ๆ น่าจะต้องเป็นอาหารที่รสไม่จัด ทานง่ายและต้องทำได้รวดเร็วทันใจเจ้าตัวเล็ก ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไข่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป วันนี้ก็เลยจะมา Mix and Match อาหารกันเสียหน่อย โดยดัดแปลงจากเมนู ไข่พระอาทิตย์ สูตรอาหารพระราชทานของในหลวง จากเดิมที่พระองค์ทรงใช้ไข่และข้าว มาเป็นไข่และมาม่าดูบ้าง ว่าแล้วเตรียมของกันเลยนะคะ เด็ก ๆ รอทานอยู่ค่ะ

ส่วนผสม (สำหรับทาน 2-3 ที่)

1. มาม่ารสต้มยำกุ้ง 2 ซอง
2. ไข่ไก่ 2-4 ฟอง
3. หมูสับ 100-200 กรัม
4. หอมหัวใหญ่ ½ – 1 หัว
5. ต้มหอม 1 ต้น
6. ผักชี 1 ต้น
7. น้ำมันพืช (สำหรับเจียวไข่)

ไข่เจียวมาม่า

วิธีทำ

1. ตั้งหม้อ ใช้ไฟแรง ต้มน้ำประมาณ 1 ½ ถ้วยตวง หรือกะปริมาณว่าท่วมเส้นมาม่าค่ะ เมื่อน้ำเดือดหรี่ไฟลงเป็นไฟกลาง นำมาม่าลงไปต้ม ตีเส้นให้แตก ต้มต่ออีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งนาที ก็เทมาม่าและน้ำผ่านกระชอน แล้วน๊อคด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง สะบัดกระชอนให้น้ำออกให้หมดค่ะ ไม่เช่นนั้นหากมีน้ำหลงเหลืออยู่ เวลาเรานำไปเจียวกับไข่ จะทำให้น้ำมันกระเด็นค่ะ

หลังจากนั้นนำมาม่ามาพักไว้ในชามพัก แล้วใส่เครื่องปรุงที่มากับมาม่าค่ะ นำลงไปคลุกกับเส้น อย่างที่ใช้ครั้งนี้เป็นรสต้มยำ จะมีเครื่องปรุงแบบผง และน้ำมันพริกเผา ในเครื่องปรุงแบบผงนั้นให้ใช้เพียงครึ่งเดียว อย่าใส่หมดนะคะ ไม่เช่นนั้นอาจเค็มเกินไป แต่ในส่วนน้ำพริกเผาใส่ได้ทั้งซองค่ะ ให้อัตราส่วนเป็นเส้น 1 ส่วน ผงปรุง ครึ่งส่วนนะคะ แต่หากเป็นเด็กเล็กที่ทานเผ็ดไม่ค่อยได้ อาจเปลี่ยนเป็นยี่ห้อ หรือรสชาติแบบอื่นก็ได้ค่ะ หรือจะไม่ใช้เครื่องปรุงในซองก็ได้ แต่ปรุงรสเองด้วยซีอิ้วขาวทดแทน จากนั้นคลุกเคล้าเส้นกับเครื่องปรุงให้เข้ากัน แล้วพักไว้ก่อนนะคะ

ไข่เจียวมาม่า

2. นำหอมหัวใหญ่มาตัดหัว ตัดท้าย ปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นหั่นหอมหัวใหญ่ เป็นสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ 1 ซม. x 1 ซม. ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ
3. นำต้นหอม ตัดรากทิ้ง ล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นท่อน ๆ ความยาวประมาณ 1 ซม. ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ
4. นำผักชี ตัดรากทิ้ง (รากผักชียังมีประโยชน์นะคะ เก็บไว้โขลกกับพริกไทยเม็ด นำมาหมักกับหมูแล้วนำมาทอดได้ค่ะ กลิ่นหอมดี) ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเป็นท่อน ๆ ความยาวประมาณ 1-2 ซม.
5. ผักสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบนะคะ แต่ควรเลือกผักที่สุกง่ายซักหน่อย เช่นผักกาดขาว ถั่วฝักยาว (หั่นเป็นฝอย ๆ นะคะ) เพราะเวลาเจียวไข่ จะใช้เวลาเจียวไม่นานมากนัก ถ้าเป็นผักชนิดที่สุกช้า อาจทำให้ไข่สุกแล้วแต่ผักยังไม่สุกได้ค่ะ ถ้าทิ้งนานไปก็อาจทำให้ไข่ไหม้ได้เช่นเดียวกัน

ไข่เจียวมาม่า

6. ตอกไข่ใส่ชามค่ะ นำซ่อมมาตีให้เกิดฟองอากาศ ไข่จะได้ฟูค่ะ จากนั้นใส่หมูสับ หอมหัวใหญ่ และต้นหอม พอประมาณนะคะ ตีให้หมูสับ และหอมหัวใหญ่ค่อนข้างแตกตัว จากนั้นใส่มาม่าลงไปคลุกเคล้ากับไข่อีกครั้ง ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มแล้วนะคะ เพราะเราปรุงรสชาติไปที่เส้นมาม่าแล้ว ปริมาณที่เหมาะสม ไข่ 1 ฟองต่อมาม่าครึ่งซองค่ะ ได้ 1 อิ่มและไข่กรอบค่ะ แต่ถ้าเป็นไข่ 2 ฟอง ต่อมาม่า 1 ซอง ไข่จะออกนุ่มนะคะ เมื่อตีเข้ากันดีแล้วคราวนี้มาถึงทีเด็ดค่ะ

ไข่เจียวมาม่า

7. งานนี้ดิฉันใช้หม้อแทนกระทะในการเจียวไข่ค่ะ สาเหตุที่ใช้หม้อ เพราะหม้อจะเป็นตัวจำกัดการแผ่กระจายของไข่ ทำให้ไข่มีลักษณะกลม และถ้าใช้สูตรไข่ 2 ฟองด้วยแล้วล่ะก็ ตัวไข่เจียวจะมีลักษณะกลมและฟูขึ้นรูปมากเลยค่ะ ดิฉันใช้หม้อ ขนาดก้นหม้อ 5 นิ้วค่ะ จะได้ไข่ออกมารูปร่างกำลังสวยเลย

ไข่เจียวมาม่า

8. ตั้งหม้อ ใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพอประมาณ เมื่อน้ำมันร้อน ก็เทไข่ที่ใส่ส่วนผสมเรียบร้อยแล้วลงไป เขี่ยให้เส้นมาม่าแผ่ให้เต็มก้นหม้อนะคะ ทิ้งไว้สักครู่เมื่อด้านล่างเริ่มสุก ก็ใช้ตะหลิวค่อย ๆ กลับด้านค่ะ ถึงจะใช้หม้อก็ไม่ได้กลับด้านไข่อย่างที่คิดนะคะ เพราะมีน้ำมันช่วยพยุงตัวไข่ไว้ กลับด้านไม่ยากค่ะ เมื่ออีกด้านสุกแล้ว ก็ตักขึ้นใส่จานได้เลย โรยผักชีแต่งหน้าเล็กน้อย หากใครไม่ชอบจะไม่ใช้ก็ได้ค่ะ เท่านี้เองไข่เจียวมาม่าของเราก็เสร็จพร้อมรับประทานแล้ว

ไข่เจียวมาม่า

ไข่เจียวมาม่า