ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ไอติมกะทิอบเทียน

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ไอศกรีม คงเรียกได้ว่าเป็นของหวาน ของว่าง ของทานเล่น หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่ แต่ที่แน่ ๆ มั่นใจว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ชื่นชอบไอศกรีมด้วยกันทั้งนั้น ในปัจจุบันมีรูปแบบใหม่ ๆ ของไอศกรีมออกมามากมาย และหลากหลายยี่ห้อ    แต่ก็ไม่เคยจะลืมไอศกรีมกะทิ คราวนี้จะพามาทานไอศกรีมกะทิอบควันเทียนเจ้าเก่าดั้งเดิม เปิดมา 40 กว่าปีแล้วค่ะ ถ้ารสชาติไม่เด็ดจริงคงไม่อยู่มาได้อย่างยาวนานขนาดนี้แน่นอน

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ร้านที่ว่านี้คือ ร้านไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่า เดิมร้านตั้งอยู่ที่ตลาดอุดมสุข สุขุมวิท 103 ต่อมามีการรื้อโรงภาพยนตร์ที่อยู่ใกล้ ๆ และจัดระบบต่าง ๆ ในตลาดเสียใหม่ ร้านนี้จึงย้ายมาขายที่บ้านที่เป็นตึกแถวใกล้ ๆ กันนั้น หากคุณจะมีร้านนี้ ให้เลือกเข้าได้ 2 ทาง คือ

ทางแรกเข้าจากถนนสุขุมวิท ทางเข้าจะอยู่เลยสุขุมวิท 103 ไปทางสี่แยกบางนา บริเวณที่เป็นโรงภาพยนตร์อุดมสุข (เก่า) จุดสังเกตจะมี 7eleven อยู่หัวมุม ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยค่ะ พอเจอทางแยกให้เลี้ยวขวา ไปตามทางประมาณ 100 เมตร สังเกตผ้าใบสี ๆ และตู้กระจกตั้งเครื่องไอศกรีม ด้านขวามือค่ะ

ทางที่ 2 ให้เข้ามาทางสุขุมวิท 103 จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าซอยอุดมสุข 2 ตรงเข้ามาประมาณ 100 เมตร แล้วเลี้ยวขวา (ทางจะบังคับให้เลี้ยวอยู่แล้วค่ะ) ตรงไปอีกประมาณ 50 เมตร ร้านจะอยู่ซ้ายมือ

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ที่ร้านจะมีไอศกรีมกะทิ ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเอง แถมอบด้วยควันเทียนหอม ๆ โรยหน้าด้วยเครื่องต่าง ๆ ตามสั่ง มีด้วยกัน 6 ชนิดคือ ข้าวเหนียว, ลูกชิด, สับปะรดเชื่อมกวน, มะม่วงเชื่อมกวน, ซ่าหริ่ม และมันเชื่อม เวลาไอศกรีมมาเสิร์ฟ แล้วคุณตักทานเข้าปากจะมีกลิ่นควันเทียนที่อบจนมีกลิ่นหอมอวลอยู่ในปาก ฟินเพิ่มไปกับเครื่องที่โรยมาบนหน้าไอศกรีม โดยคุณสามารถนั่งทานภายในร้านก็ได้ โดยมีโต๊ะรองรับให้บริการอยู่ค่ะ แต่ถ้ายังไม่หนำใจจะซื้อเป็นห่อแบบครึ่งกิโลหรือหนึ่งกิโลกลับมาทานต่อที่บ้านพร้อมครอบครัวก็ยังได้ โดยทางร้านจะจัดไอศกรีมใส่ถุงแล้วห่อด้วยหนังสือพิมพ์กันความเย็นอีกชั้น ซึ่งวิธีนี้อาจจะเก็บความเย็นได้ระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ดีมากนัก ถ้าเป็นระยะใกล้ในละแวกสุขุมวิท 103 หรือใกล้เคียงก็ใช้ได้ แต่หากเป็นระยะทางไกล ๆ ก็คงไม่เหมาะค่ะ

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

ร้านไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่า เปิดให้บริการทุกวันนะคะ แวะเวียนไปนั่งทานหรือซื้อกลับมาเป็นของฝากคนในครอบครัวก็ได้ หรือหากไปไม่ถูก สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางหรือเวลาเปิดปิดร้านได้ที่ 02-3936365

ไอติมกะทิอบเทียนเจ้าเก่ามาแล้วค่ะ

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

เต้าหู้เย็น

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

อากาศร้อน ๆ ก็อยากจะหาอะไรเย็น ๆ ทาน คงจะชื่นใจดีนะคะ เด็ก ๆ ในบ้านก็ร่ำร้องให้ทำอะไรให้ทาน นึกไปนึกมาทำเมนู “เต้าหู้เย็น” น่าจะดี ทำขนาดใหญ่หน่อย นั่งทานพร้อมกันภายในครอบครัว ทานไปคุยไปสร้างความสัมพันธ์ได้ดีทีเดียว เรามาลองดูวัตถุดิบและวิธีทำกันนะคะ

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

ส่วนผสม (ทานได้ประมาณ 3 ท่าน)

  1. น้ำเต้าหู้ 1 ถ้วย
  2. นมสด รสจืด 1 ถ้วย
  3. ผงวุ้น 1 ช้อนชา
  4. เจลาติน แผ่นเล็ก 4-5 แผ่น
  5. น้ำหวานกลิ่นสละ 3 ช้อนโต๊ะ
  6. นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  7. ผลไม้ ปริมาณและชนิดตามชอบ

วิธีทำ

1. นำเจลาตินแผ่นเล็ก (ขนาด 5 นิ้ว) แบบแผ่น มาแช่ในน้ำสะอาดเย็น (หากไม่มีน้ำเย็นจะใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้องก็ได้ แต่ถ้าเป็นน้ำเย็นจะทำให้เจลาตินมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าค่ะ) ประมาณ 5-7 นาทีค่ะ

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

2. น้ำเต้าหู้ ตอนซื้อมาไม่ต้องใส่เครื่องและน้ำตาลนะคะ เป็นน้ำเต้าหู้เปล่า ๆ นำน้ำเต้าหู้ และนมสด รสจืด มาผสมและคนให้เข้าด้วยกันในภาชนะ นำไปตั้งเตาไฟ ใช้ไฟกลาง รอจนนมและน้ำเต้าหู้เริ่มร้อน แต่ไม่ต้องให้เดือด โดยสังเกตขอบภาชนะจะเริ่มมีฟองอากาศปุด ๆ ขึ้นมาก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ

3. ใส่ผงวุ้นลงไปในภาชนะ คนให้วุ้นละลาย และนำเจลาตินแผ่นขึ้นจากน้ำ บีบน้ำออกให้สะเด็ดน้ำ ใส่ลงไปในภาชนะ ทั้งผงวุ้นและเจลาตินต้องคนให้ละลายให้หมดนะคะ อาจใช้ความรู้สึกขณะคนก็ได้ว่าไม่มีอะไรติดอยู่ก้นภาชนะแล้ว

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

4. เมื่อผงวุ้นและเจลาตินละลายดีแล้ว ให้เติมน้ำหวานกลิ่นสละ เพื่อให้สีของน้ำเต้าหู้และนมสดนั้นมีสีชมพูนะคะ หากสูตรที่บอกไปยังเป็นสีที่ไม่เข้มพอจะใส่เพิ่มอีกก็ได้ตามชอบค่ะ

5. เติมนมข้นหวาน ลงไป คนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นปิดเตาไฟค่ะ ยกลง

6. นำกระชอนตาถี่ ๆ มากรองนมและน้ำเต้าหู้นี้ ประมาณ 2-3 รอบนะคะ เพื่อให้เนื้อนมและน้ำเต้าหู้มีความเนียนสวยค่ะ จากนั้นเทใส่ภาชนะที่เป็นรูปโค้ง เช่นชาม เป็นต้น

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

7. ทิ้งไว้ให้พอเย็น นำเข้าแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง ประมาณ 1-2 ชั่วโมงค่ะ จากนั้นนำออกมาทิ้งที่อุณหภูมิห้อง หรือจะนำภาชนะมาแช่ในถาดที่ใส่น้ำอุ่นสักครู่ เพื่อให้ตัวเต้าหู้เย็นคลายตัวจากภาชนะที่ใส่ นำจานมาคว่ำปิดปากภาชนะ แล้วพลิกภาชนะให้คว่ำลงเพื่อให้เต้าหู้เย็นลงมาอยู่ที่จาน จากนั้นก็บั้งเต้าหู้เย็นเป็นแฉก ๆ โดยบั้งแต่ละแฉกให้เป็นรูปตัว V จัดตกแต่งจานให้สวยงามด้วยผลไม้ ถ้าต้องการให้สีสวย ๆ ก็ใช้ผลไม้ประเภทกีวี, ส้ม, สตรอว์เบอร์รี เป็นต้น หรือจะตกแต่งเป็นแนวธัญพืช เช่นพวกบรรดาถั่วหลากชนิดก็น่าสนใจ แต่หากทานกับผลไม้จะเข้ากันมากกว่านะคะ เพราะเต้าหู้เย็นรสชาติจะไม่ค่อยหวานนักพอทานแกล้มกับผลไม้จะเหมาะกว่าค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่านนะคะ

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

ลองนำไปทานกันดูนะคะ รับรองได้ว่าคงถูกใจทุกคนในครอบครัวอย่างแน่นอนค่ะ

มาทำ เต้าหู้เย็น ทานกันเถอะ

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

Bake a wish

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

มาเดินเล่นที่เมกาบางนา จนเหนื่อยแล้วเราก็มาหาของหวานพักทานกันต่อค่ะ ที่ร้านขนมชื่อ Bake a wish เป็นเบอร์เกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น มีเมนูเด่นเป็นชูครีมทั้งแบบแป้งนิ่มลูกเล็ก แบบแป้งกรอบลูกใหญ่สะใจให้ลองทานกันค่ะ

ร้านอยู่ตรงชั้น 2 ตรงหน้าฟูจิเลยค่ะ เป็นแนวระเบียงพอดีค่ะ สังเกตได้ง่ายด้านหน้าร้านมีเคาท์เตอร์เครื่องดื่ม ทั้งร้อนเย็นสูตรพิเศษของทางร้านด้วยค่ะ และที่พลาดไม่ได้กับชูครีมลูกโตๆที่โชว์ทุกไส้แบบเน้นๆ ไว้ให้เราเลือกทานกันค่ะมีทั้งไส้ครีมปกติ ชาเขียว ชอคโกแลต มีชูครีมรสใหม่รสมะพร้าวอ่อนด้วยค่ะ หรือใครจะซื้อกลับบ้านก็ได้ค่ะ

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

หลังจากที่ส่องที่ตู้เบเกอร์รี่ ที่โชว์เค้กหลากหลายมากค่ะ เราก็เลือกทานเป็นเค้ก Snow queen , ชูครีมรสออริจินัล, กาแฟ และชา 1 กาค่ะเป็นชา Twinings เพราะได้เวลาจิบชายามบ่ายพอดีค่ะ สั่งเสร็จก็รอจ่ายเงินและไปนั่งทานที่โต๊ะค่ะจะมีป้ายออเดอร์ให้เราไว้ค่ะ

ที่นั่งของร้านเป็นโต๊ะเล็กๆน่ารักค่ะ ถ้าไปกันหลายคนต้องจองโต๊ะใหญ่ที่มีแค่โต๊ะเดียวค่ะ ไม่ก็เอาโต๊ะมาต่อกัน แค่ขนมและเครื่องดื่มที่เราสั่งกันวันนี้วาง ปุ๊ปเต็มโต๊ะเลยค่ะ แน่นมาก

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

Crispy Chou 50 บาท เราสั่งรสครีมปกติมาทานค่ะ เป็นชูครีมลูกใหญ่ เนื้อแป้งกรอบ ด้านในไส้เต็มๆค่ะ ชอบที่ความหวานของครีมกำลังดีค่ะยิ่งทานเย็นๆยิ่งอร่อยค่ะ เคยทานรสชาเขียวเราว่าอร่อยเข้มข้นดีค่ะ ส่วนชอคโกแลตก็อร่อยใช้ได้เลย เพื่อบอกว่าทานยากไปหน่อย เค้าชอบแบบแป้งนิ่มลูกเล็ก ทานง่ายกว่าค่ะ

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

Snow Queen 110 บาท เค้กชิ้นนี้เห็นสตอเบอร์รี่ลูกโตโตตรงกลางแล้วอดใจไม่ไหวต้องสั่งเลยค่ะ คำแรกที่ตักเข้าปากนิ่มนุ่มมากค่ะ ครีมอร่อยเนื้อเค้กก็นิ่ม มีสตอเบอร์รี่ด้านล่างอีกด้วยเปรี้ยวเล็กน้อยตัดรสหวานได้ดีค่ะ แค่ได้ทานสตอเบอร์รี่ก็ฟินมากเลยค่ะ เสริฟแล้วรีบทานตอนเย็นๆอร่อยมากค่ะ

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

Americano (hot) 65 บาท กาแฟ รสเข้มใช้ได้ค่ะ มีน้ำตาลหลากหลายแบบให้เราเลือกด้วยนะคะ จะเป็นแบบธรรมดา sugar free เลือกได้เลยค่ะ สำหรับใครที่ไม่ต้องการสั่งเครื่องดื่มทางร้านมีเสริฟน้ำเปล่าให้อยู่แล้วค่ะซึ่งสามารถเติมได้ ที่ชั้นด้านหลังจะมีเหยือกตั้งอยู่ค่ะ

ทานขนมหวานจิบชายามบ่ายที่ Bake a wish

Twinings (กา)90 บาท เป็นเอิร์ลเกรย์ ชาชงมาร้อนๆ รสชาตินุ่มๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ทานคล่องคอดีค่ะ หากทานหมดแล้วสามารถให้พนักงานเติมน้ำร้อนได้อีกค่ะ ทานได้หลายแก้วเลยค่ะ สำหรับ 1 กา

รวมของหวานมื้อนี้กับชายามบ่าย ราคา 300กว่าบาททานกัน 3 คนก็กำลังดีค่ะ ได้ลิ้มรสเค้กอร่อยกันเพลิดเพลินค่ะ

ร้านเปิด 10.00-22.00 น.ค่ะ เบอร์โทร 02-1051813 ค่ะ

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

Bake Bar by King Mamon

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

วันนี้เรามาลองหาร้านขนมอร่อยๆทานกันค่ะ กับร้าน Bake Bar by King Mamon สาขา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น G ร้านนี้ด้านหน้ามีป้ายร้านชัดเจนมากค่ะ หาไม่ยากเลย เมนูเด่นของที่นี่จะเน้นเป็นมาม่อน และเครปเค้กค่ะ ยังมีเมนูใหม่อย่างปิงซู หรือน้ำแข็งใสแบบเกาหลีที่กำลังนิยมทานกันมากในช่วงนี้ด้วยนะคะ พร้อมเครื่องดื่มต่างๆให้เลือกทานกันด้วย ด้านทางเข้าหน้าร้านจะมีตู้เค้กวางเรียงรายซึ่งมีเครปเค้กตั้งโชว์อยู่ในตู้หากใครอยากทานเค้กก็สามารถสั่งได้เลยค่ะ น่าตาน่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

เมื่อเดินไปข้างในร้านสวยดีค่ะ ตกแต่งเรียบๆ มีดอกไม้เป็นจุดๆตัดให้ดูหวานค่ะ ส่วนที่นั่งก็มีทั้งแบบโต๊ะนั่ง หรือแบบเคาท์เตอร์ค่ะ คนไม่เยอะมากนักเพราะเป็นวันธรรมดานะคะ เราเลือที่นั่งทานด้านในกันได้แล้วก็มาดูเมนูรายการของหวานของที่นี่กันค่ะ ทั้งเครป เค้ก น้ำแข็งใสต่างๆน่าทานทั้งนั้น

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

เราเลือกทานเป็นเมนู Baked mamon coffee caramel almond เป็นมาม่อนราดซอสกาแฟโรยอัลม่อน มีไอศกรีมวนิลาราดซอสคาราเมล พร้อมวิปครีมด้วยค่ะ ตัวมาม่อนนุ่มดีค่ะทานเข้ากันดีกับซอสที่ราดมายิ่งทานคู่กันกับไอศกรีมตัดรสหวานอร่อยดีค่ะ เมนูนี้แนะนำให้ลองทานกันนะคะ

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

ส่วนเครื่องดื่มเราสั่งเป็น Mamon frappe choco banana เป็นชอคโกแลตปั่นราดซอสชอคโกแลตเป็นชั้นๆ ด้านบนโรยหน้าด้วยมาม่อน กล้วย ใช้ช้อนตักทานหลากรสดีค่ะ หวานเข้มดีอร่อยค่ะ ใครชอบทานกล้วยต้องลองสั่งทานดูค่ะ ซึ่งกล้วยกับชอคโกแลตทานเข้ากันได้ดีเลยนะคะ รสชาตินุ่มๆผสมกันดีค่ะ

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

เมนูสุดท้ายกับเครื่องดื่ม Coffee jelly latte แก้วนี้เป็นกาแฟลาเต้ใส่เยลลี่เล็กๆด้านบนค่ะ ทานง่ายรสชาติไม่เข้มเท่าไหร่นักก็อร่อยดีค่ะ มีเยลลี่ให้เคี้ยวกรุบๆด้วยค่ะแปลกดีค่ะ

ร้านขนมน่ารักน่าทานที่ Bake Bar by King Mamon

ราคารวมวันนี้สี่ร้อยกว่ายบาท ทาน 2 คนก็ถือว่าไม่ถูกไม่แพงมากเท่าไหร่นักค่ะกำลังดี สำหรับใครที่กำลังหาร้านของหวานทานหลังจากเดินช้อปปิ้ง ดูหนัง แล้วร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการนั่งพักทานของอร่อยๆยามว่างกันค่ะ จะพาแฟนมา หรือ นัดเพื่อนๆมาเม่าท์กันที่ร้านนี้ก็น่าจะดีค่ะ

โดยรวมสำหรับรสชาติขนมของที่ร้านนี้อร่อยดีค่ะ โดยเฉพาะเมนูเด็ดมาม่อนเค้กนะคะ และการบริการของพนักงานก็ดีค่ะสุภาพ บรรยากาศร้านโอเคเลย ตกแต่งสวยงามน่านั่งค่ะ ราคาก็ค่อนข้างสูงหน่อยค่ะ สำหรับคนที่ชอบทานของหวานหาร้านน่านั่งก็ขอแนะนำร้านนี้นะคะมาลองทานกันได้ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ดีน แอนด์ เดลูก้า

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

หากจะกล่าวถึงทะเลในเมืองไทย ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักชนิดที่ว่าไปเช้าเย็นกลับก็ยังไหว รับรองได้ว่าต้องมีการเอ่ยชื่อถึงหัวหิน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุณ ๆ จะนึกถึงอยู่ด้วยอย่างแน่นอน และในปัจจุบันหัวหินก็ถือได้ว่าเจริญมาก ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจมาเที่ยวกันมาก มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ความเป็นไทย สถานที่ท่องเที่ยวแบบสมัยใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นธรรมดาที่จะมีสถานที่บันเทิง ร้านค้าร้านขายผุดขึ้นมากมาย รวมทั้ง Blu’Port Huahin ที่นี่ถือได้ว่าเป็น Shopping mall and Fashion mall ที่ใหญ่พอสมควรค่ะ มีร้านค้าและร้านอาหารมากมายอยู่สถานที่นี้ และนี่เองเราจะพาไปดื่มด่ำกับกาแฟอร่อย ๆ เบเกอรี่รสเลิศกับร้าน Dean & Deluca (ดีน แอนด์ เดลูก้า) กันค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

Dean & Deluca เป็นร้านกาแฟและเบเกอรี่ ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า Blu’Port Huahin ถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ค่ะ เปิดให้บริการทุกวัน ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 10.30 ส่วนเสาร์อาทิตย์นั้น เปิดบริการเร็วขึ้นเป็น 10.00 น. และปิดให้บริการเวลา 22.00 น. ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ภายในร้านแห่งนี้ เมื่อคุณย่างกรายเข้าไปจะพบบรรยากาศแบบสบาย ๆ ชิล ๆ หากมาคนเดียวต้องการนั่งแบบเงียบกับเก้าอี้แบบสตูลก็สามารถเลือกได้ หรือจะเลือกโต๊ะนั่ง ก็เป็นโต๊ะกลมสีขาว เก้าอี้กรุพนักพิงด้วยพลาสติกแต่ทำคล้ายลายหวายสีขาวดำ เมื่อมาวางรวม ๆ กันแล้วให้ความรู้สึกเรียบหรู แต่ก็ดูสบาย ๆ ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ในส่วนของเบเกอรี่ ก็มีเรียงรายชนิดว่าเลือกกันไม่ถูก ทั้งเค้กแบบปอนด์ เค้กแบบชิ้น คัพเค้ก มาการอง หรือจะหนักท้องขึ้นมาอีกหน่อยกับแซนวิช หรือจะเป็นขนมปังในรูปแบบต่าง ๆ ต้องการทานแบบไหนก็แจ้งพนักงานได้เลยค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

สำหรับเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกมากมายไม่แพ้เบเกอรี่เช่นกันค่ะ ทั้งเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ อาทิ ลาเต้ คาปูชิโน่ มอคค่า โกโก้ เป็นต้น หรือจะเป็นชาอังกฤษในรสชาติแบบต่าง ๆ มีให้เลือกได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนและเครื่องดื่มเย็น คุณเองสามารถเลือกสรรได้ตามใจชอบนะคะ เมื่อสั่งน้องพนักงานไปเรียบร้อยก็ชำระเงิน และนำไปนั่งทานที่โต๊ะได้เลยค่ะ ระบบในร้านจะเป็นการให้บริการแบบบริการตนเองนะคะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน หาได้ไม่ยากเลยค่ะ ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นคนพื้นที่ เป็นแค่เพียงนักท่องเที่ยว เพราะศูนย์การค้าฯ อยู่ตรงข้ามกับตลาดฉัตรไชย ตลาดเก่าแก่คู่หัวหินนี่เอง มีที่จอดรถรองรับลูกค้าไว้อย่างมากมายค่ะ ส่วนร้าน Dean & Deluca อยู่ชั้น G ใกล้กับ Wine Connection ค่ะ หากไปเที่ยวหัวหิน อย่าลืมแวะไปดื่มชากาแฟ และเบเกอรี่อร่อย ๆ กันได้ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

 

 

กล้วยบวชชีนมสด

กล้วยบวชชี

กล้วยบวดชีนมสด

มาทำขนมหวานทานกันง่ายๆดีกว่าค่ะ กล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยที่มีประโยชน์มากนะคะ ซึ่งให้พลังงานที่เยอะแล้วยังมีโปรตีนที่มีประโยชน์กับร่างกายเรามากด้วยค่ะ เมนูนี้ชื่อว่า กล้วยบวชชีนมสด ค่ะ ปกติเราจะเห็นขนมหวานไทยที่นิยมทานกันและทำขายเยอะก็เป็นเมนูอย่างกล้วยบวชชี เพราะว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่หาทานง่ายและยังให้รสชาติอร่อยๆเหมาะในการทำขนมต่างๆด้วยนะคะ ซึ่งจะใช้กล้วยน้ำว้าในการทำทานนะคะ

เมนูนี้เนื่องจากเรามีกล้วยน้ำว้าเหลือเยอะทานไม่หมด เลยมาทำเมนูอร่อยๆแบบกล้วยบวชชีนมสด ทานกันดีกว่า ปกติจะใช้เป็นน้ำกะทินะคะ แต่เราจะใช้นมสดแทนค่ะอร่อยไปอีกแบบค่ะ และสูตรทั่วไปเค้าจะใช้กล้วยน้ำว้าที่ค่อนข้างห่ามนะคะ แต่เราจะใช้แบบสุกแทนค่ะ ทำออกมาจะไม่แข็งค่ะนิ่มๆทานง่ายค่ะ เหมาะให้ทั้งเด็กๆทานและคนสูงอายุก็ทานดีค่ะเพราะว่าทานง่ายค่ะ

วัตถุดิบ (สำหรับทาน 2 ที่)

  1. กล้วยน้ำว้า 3 ลูก
  2. นมสด 1 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลปี๊ป หรือน้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  4. เกลือเล็กน้อย

กล้วยบวดชีนมสด

วิธีทำ

  1. ก่อนอื่นให้ให้เรานำกล้วยน้ำว้ามาปลอกเปลือกออกและ หั่นเป็นชิ้นๆไว้ค่ะ โดยการหั่นจะเน้นหั่นเฉียงๆเป็นชิ้นๆนะคะ หั่นให้หมดทั้ง 3 ลูกค่ะ หากใครอยากทานเยอะก็สามารถเพิ่มปริมาณได้เลยนะคะ

กล้วยบวดชีนมสด

  1. จากนั้นให้เรานำหม้อใส่น้ำเล็กน้อย ตั้งไฟให้พอร้อนแล้วตามด้วยนมสดค่ะต้มให้เดือด ใช้ทัพพีคนให้เข้ากันค่ะ ตามด้วยน้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลปี๊ปก็ได้เพราะรสชาติจะนุ่มๆหวานมันกว่าใช้น้ำตาลทรายปกตินะคะ แต่ถ้าไม่มีก็ใช้เป็นน้ำตาลทรายได้ค่ะ และตามด้วยเกลือเล็กน้อยลงไป
  1. จากนั้นให้เราใส่กล้วยน้ำว้าที่เราหั่นลงไปค่ะต้มต่อไปเรื่อยๆค่อยๆลดไฟลงมาเป็นไฟอ่อนค่ะ เคี่ยวไปเรื่อยๆให้กล้วยสุกดี เนื้อกล้วยจะออกนิ่มๆ ถ้าใครใช้กล้วยห่ามๆก็ให้ต้มนานหน่อยค่ะ เราใช้กล้วยสุก็จะใช้เวลาไม่นานมากนักค่ะ ลองชิมรสชาติดูว่าหวานมันพอดีรึยังนะคะ พอได้รสที่ชอบแล้วก็ปิดไฟค่ะ

กล้วยบวดชีนมสด

  1. ตักกล้วยบวชชีใส่ถ้วย ราดนมสดลงไปด้านบนเล็กน้อย พร้อมเสริฟทานแล้วค่ะทานอุ่นๆอร่อยมากเลยค่ะ ใครที่ทำทานเยอะแล้วทานไม่หมดก็สามารถรอให้เย็นแล้วนำไปแช่ใส่ในตู้เย็นไว้ทานได้อีก 1-2วันนะคะ เวลาจะทานก็นำออกมาใส่ถ้วยที่สามารถเข้าไมโครเวฟอุ่นทานกันได้เลยค่ะ รสชาติอร่อยเหมือนเดิมค่ะ เป็นยังไงกันบ้างค่ะเมนูนี้ทำง่ายไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

นายหัวโรตีชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

การจะเปิดร้านขายอาหารการกินสักหนึ่งร้าน หากต้องการเอาใจผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ภายในร้านของคุณต้องมีประเภทอาหารที่หลากหลายและโดนใจ วันนี้เลยมาแนะนำร้านอีกหนึ่งร้าน ที่ดิฉันเข้าไปก็ถึงกับทึ่งในไอเดียหลาย ๆ อย่าง ร้านนี้มีชื่อว่า นายหัวพลัสโรตี-ชาชัก เป็นร้านแฟรนไชส์นะคะ โดยจะพาไปที่สาขาอุดมสุขค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

ร้านนายหัวโรตี-ชาชัก ชื่อก็คือบ่งบอกถึงสินค้าใช่ไหมคะว่าร้านนี้ขายอะไรบ้าง ตอนแรกดิฉันก็คิดอย่างหลาย ๆ ท่านค่ะ แต่พอเห็นหน้าร้าน ที่ใช้กระจกกรุเป็นผนังด้านหน้า ทำให้ร้านดูโปร่งโล่งแล้ว ประตูยังเป็นแบบเปิดปิดอัตโนมัติ เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ต้องบอกได้คำหนึ่งว่าการตกแต่งร้านนี่เอาใจวัยรุ่นมาก ๆ เพราะผนังก็เป็นภาพเขียนการ์ตูนเชิงล้อเลียนนิด ๆ โดยอิงคนดังตามประเทศต่าง ๆ แต่มีจุดเด่นตรงที่ลักษณะท่าทางและของทานในมือว่าดื่มเครื่องดื่ม หรือทานโรตีอยู่ ถือว่าทำได้เก๋ไก๋มาก ๆ ทีเดียวค่ะ โต๊ะนั่งก็เป็นสไตล์แบบร้านเครื่องดื่ม คือมีที่นั่งสตูล แบบนั่งคนเดียว หรือหากใครมากับเพื่อนหรือครอบครัวก็มีโต๊ะให้เลือกนั่งกันได้เช่นเดียวกัน เมื่อจะสั่งอาหารเครื่องดื่มก็ไปที่เคาน์เตอร์ ลักษณะเคาน์เตอร์ตลอดจนการตกแต่งร้านออกแนวฟาสต์ฟู้ดชื่อดังค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

จากที่เกริ่นชื่อร้านไว้ว่า เป็นโรตี ชาชักนั้น ทั้งโรตีที่มีให้เลือกหลากหลายหน้า และชาชักที่จะเลือกเป็นธรรมดาหรือใส่ไข่มุกค่ะ  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประทับใจก็คือ นอกจากของทานประเภทโรตี ชาชักแล้ว ยังมีนมสด โกโก้ กาแฟ ขนมปังสังขยา แต่นั่นยังไม่หมดนะคะ เพราะมีอาหารด้วยค่ะ นั่นคือ แหนมเนือง และส้มตำ ลาบ น้ำตก เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่วัยรุ่นที่จะเข้าร้านนี้นะคะ ผู้ใหญ่ที่อยากทานของหนัก ๆ ตามมื้อก็สามารถแวะมาร้านนี้ได้ด้วยเช่นกันค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

เนื่องจากไม่ทราบว่าที่ร้าน มีขายอาหารด้วย ก็เลยทานจากที่อื่นมากแล้วค่ะ วันนี้เลยได้ลองทานไปแค่ชานมเย็น นมสดร้อน โรตีกรอบหน้านม และขนมปังสังขยา ถือได้ว่าราคาไม่ได้แพงมากนัก รสชาติดีใช้ได้ค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

ร้านนายหัวพลัส โรตี-ชาชัก มีอยู่หลายสาขานะคะ แต่หากใครต้องการมาที่สาขาอุดมสุข ร้านจะตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 103 จากปากซอยก็ตรงเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงซอยอุดมสุข 47 ร้านจะอยู่เลยซอยไปอีกนิดหน่อย หรือสังเกตง่าย ๆ ก็อยู่เยื้อง ๆ กับอีซูซุ สาขาอุดมสุขค่ะ หาไม่ยากเลย ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30-24.00 น.ค่ะ หากต้องการตรวจสอบสาขาที่ใกล้บ้านคุณลองเข้าไปสอบถามได้ที่    https://th-th.facebook.com/RotiNaihua

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

ขนมปังสังขยาชาไทยหวานมัน

ขนมปังสังขยา

ขนมปังสังขยาชาไทยหวานมัน

ขนมหวานไทยๆทานเป็นของว่างก็ได้อย่างสังขยา วันนี้เราจะทำสังขยาชาไทยที่มีรสชาติหวามมันผสมกลิ่นชาหอมๆลงไปด้วยค่ะ โดยทำทานคู่กันกับขนมปัง ขอเรียกเมนูนี่ว่า ขนมปังสังขยาชาไทย ซึ่งวิธีทำไม่ยากเลยค่ะง่ายๆ  โดยชาไทยที่เราใช้จะเป็น ชายี่ห้อตรามือนะคะสำหรับชงชาหาซื้อง่ายๆตามร้านขายของ หรือในซุปเปอร์มาร์เก็ตนะคะ เมนูนี้นอกจากอร่อยแล้วยังอิ่มท้องด้วยนะคะ เหมาะเป็นมื้ออาหารยามว่างที่ดีเลยค่ะ โดยเฉพาะทำให้เด็กๆทานน่าจะชอบมากๆค่ะ

วัตถุดิบ (สำหรับทาน 1-2ที่)

  1. ผงชาไทย (ชาเย็น) 1 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำร้อน ½ ถ้วย
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. นมสด 1 ถ้วย
  5. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
  7. เกลือเล็กน้อย
  8. เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ

ขนมปังสังขยาชาไทยหวานมัน

วิธีทำ

  1. ก่อนอื่นให้เรานำผงชาไทย (ชาเย็น) ไปชงด้วยน้ำร้อน โดยทำการแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15นาที เพื่อให้รสชองชาไทยออกมานะคะ ส่วนสีนั้นในชามีสีที่สวยอยู่แล้วค่ะ จะช่วยทำให้ขนมของเราน่าทานมากขึ้น
  2. เมื่อชาของเราแช่ครบเวลาแล้ว ก็ให้ทำการกรองใบชาออกไปนะคะ กรองด้วยที่กรองผงชาค่ะ เพื่อให้ได้น้ำชาไทยมาใช้กันค่ะ หากใครไม่มีที่กรองก็ใช้พวกผ้าขาวบางกรองแทนก็ได้ค่ะ

ขนมปังสังขยาชาไทยหวานมัน

  1. จากนั้น ให้เรานำทุกอย่างมาผสมรวมกันค่ะ โดยจะยกเว้นเนยสดเราจะใช้ใส่ทีหลังนะคะ ในส่วนผสมก็จะมี น้ำชาไทย ½ ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง นมสด 1 ถ้วย แป้งข้าวโพด1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ และเกลือเล็กน้อย ผสมให้เข้ากันดีค่ะ โดยเฉพาะแป้งข้าวโพดนะคะ คนให้ละลายดีเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ หากใครมีตะกร้อที่ตีไข่นำมาคนผสมกันก็ได้ค่ะจะช่วยให้ได้เนื้อที่ละเอียดขึ้น

ขนมปังสังขยาชาไทยหวานมัน

  1. แล้วให้เรานำหม้อหรือกระทะตั้งไฟเล็กน้อยถึงปานกลาง ใส่ส่วนผสมที่เตรียมไว้แล้วลงไปค่อยๆเปิดไฟอ่อนๆแล้วค่อยๆคนไปเรื่อยๆนะคะอย่างหยุดเดียวจะจับเป็นก้อนได้ สักพักเนื้อสังขยาจะค่อยๆข้นขึ้นมา ระวังจะข้นมากจนเกินไปด้วยค่ะ เมื่อเห็นว่าข้นหนืดดีแล้วให้เราใส่เนยสดลงไปเพื่อให้มีความหอมเนยและมันๆค่ะ จากนั้นให้เราปิดไฟ แต่ก็ยังคงค่อยๆคนไปเรื่อยๆค่ะ นอกจากเนยสดจะช่วยให้หวานมัน และหอม ยังช่วยให้เนื้อสังขยามีความมันวาวน่ารับประทานด้วยนะคะ จากนั้นให้เราค่อยๆตักสังขยาที่ทำใส่ถ้วยแล้วทานคู่กับขนมปังแผ่นหั่นเป็นชิ้นๆค่ะ  อาจนำขนมปังไปนึ่งแล้วทานแบบเวลาเราไปทานขนมปังสังขยาตามร้านก็อร่อยไปอีกแบบนะคะ หรือทานคู่กับเครื่องดื่มอย่างนมสด กาแฟ ชา ก็อร่อยดีค่ะ

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

วันนี้เรามาทานน้ำแข็งใสเจ้าอร่อยจากเกาหลี ที่สยามซอย 11ชื่อร้าน Sulbing :Korean dessert cafe กันค่ะ ร้านนี้หาไม่ยากเลย อยู่ตรงข้ามธนาคาร ไทยพานิชย์ ข้างๆโบนันซ่าค่ะ ร้านนี้เป็นสาขาแรกในประเทศไทยค่ะ โดยร้านซอลบิง สาขาสยามสแควร์ ซอย 11 เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 – 23.00 น. (Last Order 22.00 น.) สามารถเข้าดูรายละเอียดที่เวปไซต์ http://sulbing.co.th

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

ด้านหน้าร้านสังเกตได้ง่ายๆค่ะมีป้ายน้ำแข็งใสน่าทานๆวางเรียงกันเต็มไปหมดค่ะ ร้านมีทั้งหมด 4 ชั้นนะคะ เป็นตึกกระจกชั้นแรกเป็นจุดรับออเดอร์ค่ะ ด้านหน้ามีหน้าตาของเมนูน้ำแข็งใส เมนูขนมหวานต่างๆของที่นี่ค่ะ รวมถึงเมนูอาหารคาวทานเล่นก็มีค่ะ เมนูรายการอาหารมีให้สั่งเป็นประเภทของคาว ของหวานน้ำแข็งใสเกาหลีต่างๆ เช่น ซอลปิงเมล่อน ซอลปิงโยเกิร์ตเมล่อน ซอลปิงมะม่วง ชอคโกแลต สตอเบอร์รี่ หรือจะเป็นโทสขนมปัง เครื่องดื่มกาแฟ น้ำผลไม้ปั่นก็มีให้เลือกทานกันค่ะ

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

วันนี้เราสั่งซอลปิงโยเกิร์ตเมล่อน และคาเรต็อกไส้หมูรสเผ็ดกระทะร้อน เห็นน่าทานดีค่ะ แต่ต้องใช้เวลารอ 20 นาทีในการทำค่ะ ซึ่งเราลองสั่งมาทานด้วย ระหว่างที่สั่งเสร็จจ่ายเงินและเค้าจะให้เป็นเครื่องกลมๆพอออเดอร์ได้ก็ให้ลงมารับที่จุดรับสินค้าที่ชั้น 1 ข้างเคาท์เตอร์ค่ะ

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

ระหว่างนี้เราไปหาที่นั่งรอด้านบนกันค่ะ ที่นั่งทานก็จะมีชั้น 2 และ ชั้น 3 ส่วนชั้น 4 เป็นห้องน้ำค่ะ เราเลือกนั่งกันที่ชั้น 2 ค่ะเห็นคนนั่งกันเยอะเลย มีมุมที่สามารถมองวิวหน้าต่างได้โล่งๆ มุมนั้นคนจะชอบนั่งกันเยอะค่ะและตรงข้างบันไดก็จะมีเคาท์เตอร์น้ำดื่ม กระดาษ ช้อนส้อม นมข้นหวานให้บริการตัวเองค่ะ ทานเสร็จแล้วก็มีจุดที่ให้นำภาชนะไปคืนด้วยค่ะ

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

จากนั้นเราลงมารออีก 20 นาที เครื่องก็สั่นเตือนให้ไปรับของได้แล้ว เสิร์ฟมาชามโตเต็มผลเมลอนค่ะ ราคา 395บาท เมื่อเราหั่นเมลอนลงไป ข้างในมีรสโยเกิร์ตนิดๆ กับชีสอร่อยดี ราดด้วยนมข้นหวานทานเย็นๆอร่อยมากค่ะ ซึงวิธีที่น่าจะทานง่ายสำหรับเราและอร่อยคือการหั่นเมลอนเป็นชิ้นเล็กขนาดพออดีทานก่อนและทานพร้อมๆกันทั้งเนื้อโยเกิรต์และเมลอนค่ะ ดูลงตัวดี หากอยากเพิ่มนมข้นหวานก็ไปกดเพิ่มที่เคาท์เตอร์ได้สะดวกดีค่ะ

Sulbing Korean dessert cafe น้ำแข็งใสเกาหลี

จานต่อมาทานทีหลัง เพราะกลัวน้ำแข็งจะละลายหมดเสียก่อน กับเมนูคาเรต็อกไส้หมูรสเผ็ดกระทะร้อน, ไส้ชีสกระทะร้อน (รสต็อกโบกกี) ราคา 250บาท เสริฟมาบนกะทะร้อน หอมๆ มีชีสด้านบนเต็มๆค่ะ มีมา 3 ไม้ด้านล่างเป็นขนมปังด้วยค่ะ ยกขึ้นมาชีสเยิ้มๆ ทานร้อนๆอร่อยมากค่ะ เนื้อชีสผสมกันดี คล้ายๆพิซซ่าค่ะ มีซอสมาให้ราดเพิ่มด้วยค่ะ แต่เผ็ดไปสักหน่อยค่ะแป้งต๊อกนิ่มดีแต่ต้องทานเร็วๆนะคะไม่งั้นเดี๋ยวแป้งจะแข็งหมด ด้านในมีไส้เป็นหมูและเนื้อผัดซอสเผ็ดค่ะ อิ่มมากค่ะวันนี้ ราคารวมอยู่ที่ 645 บาทค่ะทานกัน 3 คนตกคนละ 200 นิดๆ นะคะ  ใครชอบทานขนมหวานแบบนี้ก็มาลองทานกันได้นะคะ

แอปเปิ้ลน้ำแดง

แอปเปิ้ลน้ำแดง

แอปเปิ้ลน้ำแดง

ชวนมาทำขนมหวานเย็นๆชื่นใจสำหรับทำทานกันยามว่างดีกว่าค่ะ กับเมนูกิ๊บเก๋ “แอปเปิ้ลน้ำแดง” ที่ทำง่ายแสนง่ายค่ะ โดยสืบเนื่องมาจากเรามีแอปเปิ้ลแดงออกรสเปรี้ยวสักหน่อยเลยอยากหาเมนูที่นำแอปเปิ้ลมาทำทานให้หวานอร่อยทานกัน เราเลยนึกทำแอปเปิ้ลน้ำแดงที่คล้ายๆกับแอปเปิ้ลลอยแก้วทานกันค่ะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่สาวๆชอบทานกันนะคะ

เพราะได้ทั้งสุขภาพและการลดน้ำหนัก แถมการเก็บรักษาก็สามารถเก็บไว้ทานได้นานด้วยค่ะ อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์  ซึ่งเราใช้แอปเปิ้ลแดงมาทำค่ะ ที่เป็นแอปเปิ้ลที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลสีต่างๆ แถมช่วยลดริ้วรอยอีกด้วยนะคะ แต่หากใครมีแอปเปิ้ลชนิดไหนก็สามารถนำมาใช้ได้เหมือนกันค่ะ รสชาติของเมนูนี้จะหวานๆเปรี้ยวๆเล็กน้อยนะคะ

วัตถุดิบ (สำหรับทาน 2-3 ที่)

  1. แอปเปิ้ล 1-2ลูก
  2. น้ำเปล่า 1 ½ ถ้วยตวง
  3. น้ำแดงเฮลบูลบอย 2-3 ช้อนโต๊ะ
  4. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  5. น้ำแข็ง 1ถ้วยตวง

แอปเปิ้ลน้ำแดง

วิธีทำ

  1. ก่อนอื่นให้เรานำแอปเปิ้ลแดงมาล้างและปลอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็กขนาดพอดีทานค่ะ นำไปแช่ในน้ำผสมเกลือเล็กน้อย ขั้นตอนนี้เพื่อช่วยให้แอปเปิ้ลของเราไม่ดำคล้ำนะคะ (ซึ่งแอปเปิ้ลจะทำปฎิกิริยากับอากาศทำให้เกิดสีคล้ำได้ค่ะ) ซึ่งเราจะแช่แอปเปิ้ลประมาณ 1 นาทีก็นำน้ำออกค่ะ ใส่ถ้วยพักไว้ก่อน

แอปเปิ้ลน้ำแดง

  1. จากนั้นให้นำหม้อมาใส่น้ำ 1 ชาม หรือประมาณ 1 ½ ถ้วยตวงแล้วเปิดไฟเตาแก๊สต้มให้เดือด พอเริ่มเดือดให้เราใส่น้ำแดงเฮลบูลบอยลงไปค่ะ และตามด้วยแอปเปิ้ลที่หั่นแล้วลงไป โดยจะทำการต้มประมาณ 5 นาที จากนั้นให้เราปิดฝาทิ้งไว้อีกสักพัก สัก 10นาที แอปเปิ้ลจะนิ่มน้ำหวานจะค่อยๆซึมเข้าเนื้อแอปเปิ้ลค่ะ (ยิ่งนานน้ำแดงจะซึมเข้าไปในเนื้อแอปเปิ้ลได้มากค่ะ และน้ำแอปเปิ้ลก็จะซึมออกมาในน้ำเชื่อมด้วย ทำให้รสชาติออกเปรี้ยวๆหวานๆมีกลิ่นแอปเปิ้ลหอมหวานน่าทานมากขึ้นด้วยนะคะ) รอจนเย็นแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นให้เย็นค่ะ หรือใส่ในช่องแช่แข็งเลยก็ได้ค่ะ จะดืทานแบบเย็นชื่นใจดีค่ะ

แอปเปิ้ลน้ำแดง

 

  1. พอแอปเปิ้ลน้ำแดงของเราเริ่มเย็นได้ที่แล้ว ก็ให้เราตักใส่ถ้วยทานโดยจะใส่น้ำแข็งเกร็ด หรือก้อนเล็กๆหน่อย ทานเย็นๆอร่อยมากค่ะ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ชื่นใจยิ่งทานตอนอากาศร้อนๆแล้วอร่อยสดชื่นมากค่ะ ทานไม่หมดก็เก็บใส่กล่องหรือถุงไว้ทานในช่องแช่แข็งหรือ ช่องธรรมดาก็ได้ค่ะ